UCP L/C
Bill of Exchange
Bill of Lading รายละเอียดเพิ่มเติม
Letter of Credit หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า
L/C เป็นการชำระค่าสินค้าผ่านธนาคารวิธีหนึ่ง จริง ๆ แล้วการชำระเงินผู้ขายมีหลายวิธี
L/C เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นวิธีเดียวที่
มีหลักประกันพอที่จะเชื่อได้ว่า ผู้ขายสินค้าจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อได้ส่งมอบสินค้าลงเรือ และผู้ซื้อสินค้าจะได้รับสินค้าเมื่อจ่ายเงินค่าสินค้า
หรือผู้นำเข้า ในกรณีที่ผู้นำเข้าสั่งซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือเครื่องจักรจากต่างประเทศโดยเลือกใช้วิธีการชำระเงินแบบ
L/C โดยผู้นำเข้า
สามารถติดต่อขอใช้บริการเปิด
L/C กับธนาคารได้ ซึ่งเมื่อธนาคารเปิด
L/C ไปแล้ว ธนาคารจะมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินทันที
L/C at Sight ต้องจำนะครับ
"L/C at Sight" เวลาได้รับ L/C ต้องหาให้เจอนะครับคำนี้ครับ
ประเภทของ
L/C (L/C Terms)
ประเภทของ L/C ที่ใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมี 2 ประเภท ได้แก่
L/C ที่เพิกถอนได้ REVOCABLE LETTER OF CREDIT
L/C ประเภทนี้เมื่อธนาคารของผู้ซื้อได้เปิด
L/C ออกไปให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว ผู้ซื้อหรือธนาคารจะแจ้งยกเลิกเสียเมื่อไรก็ได้ โดยมิต้องได้
รับความยินยอมจากผู้ขายแต่ประการใด ดังนั้นในทางปฏิบัติ
L/C ชนิดนี้จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ
L/C ที่เพิกถอนไม่ได้ IRREVOCABLE LETTER OF CREDIT
L/C ประเภทนี้เมื่อธนาคารของผู้ซื้อได้เปิด
L/C ออกไปแล้ว ทั้งธนาคารและผู้ซื้อจะทำการยกเลิกไม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง
ข้อความหรือเงื่อนไขต่างๆ ได้
L/C ประเภทนี้จึงเป็นประเภทที่ใช้งานได้จริงในการค้าระหว่างประเทศ
L/C ที่มิได้ระบุว่าเป็น
L/C
ที่เพิกถอนได้ในทางปฏิบัติจะถือว่าเป็น
L/C ที่เพิกถอนไม่ได้
L/C อาจมีการ
Confirm ว่า ตัว
L/C จะมีการชำระเงินแน่นอน ซึ่งการ
Add Confirm ทำโดย Bank ที่ สาม ซึ่งรับรองว่า
L/C มีการชำระเงินแน่นอน
ชนืดของ L/C1.
Fixed L/C คือ L/C ที่เปิดขึ้นมาแล้ว มีการกำหนดมูลค่าที่แน่นอนตายตัว ใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็หมดอายุไม่สามารถนำไปใช้ได้อีก มักมีอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งหากบริษัทใดได้รับ L/C
ประเภทนี้ต้องส่งสินค้าออก และเตรียมเอกสารไปขึ้นเงิน และเมื่อขึ้นเงินเรียบร้อยแล้ว L/Cนั้นก็หมดผลบังคับไม่สามารถนำไปใช้ได้อีก
2.
Revolveing L/C คือ L/C หมุนเวียน ซึ่งสามารถใช้ได้หลายครั้ง จนกว่าจะหมดอายุโดยส่วนมากมักมีอายุมากกว่า 3 เดือน โดยหากบริษัทใดได้รับ L/Cประเภทนี้ ผู้ส่งออกสินค้าในล๊อตแรกแล้ว
ก็รวบรวมเอกสารไปขึ้นเงินกับธนาคาร และเมื่อขึ้นเงินแล้ว L/C ก็ยังสามารถใช้ได้อีก หากยังไม่หมดอายุโดนสามารถนำ L/C ฉบับเดิมมาทำการส่งออก และขึ้นเงินไปได้เรื่อยๆ จนกว่า L/C จะหมดอายุ
ซึ่งเหมาะสำหรับผู้นำเข้าวัตถุดิบเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ธนาคาร แต่การส่งออกแต่ละครั้งต้องไม่กินจำนวนเงินที่ระบุใน L/C หากเงื่อนไขใน
L/Cอนุญาตให้ส่งสินค้าเป็นบางส่วนได้ แต่ผู้ซื้อควรกำหนดให้ผู้ขายว่าจะส่งออกได้กี่ครั้งต่อเดือนเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
*** L/C อย่างนี้มีข้อดีก็คือรู้ Procedure แล้ว ไม่ต้อง เริ่มต้นกับ L/C ฉบับใหมครับ
3.
Back to back L/C คือ L/C ที่เปิดขึ้นโดยมี L/C ฉบับแรกค้ำประกันอยู่ ซึ่ง L/C ประเภทนี้จะสังเกตได้จาก L/C เปิดมาจากประเทศหนึ่ง แต่สินค้าจะให้ส่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง เช่น หากบริษัท ก.
(ประเทศไทย) ได้รับ L/Cสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ข. (ประเทศสหรัฐอเมริกา) ให้ผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากสินค้าดังกล่าวนั้น บริษัท ก. ไม่สามารถผลิตได้ทัน จึงต้องไปสั่งซื้อสินค้าชนิดนี้จากอีกบริษัทหนึ่งที่เป็นพันธมิตรกัน
(ประเทศจีน) จึงนำ L/C ที่ได้รับจากบริษัท ข. ไปวางค้ำประกันสำหรับการเปิด L/C ฉบับที่ 2 นี้เพื่อสั่งซื้อสินค้า โดยบริษัท ก. ก็จะเลื่อนกำหนดเงื่อนไขใน L/C ใหม่ โดยให้บริษัทพันธมิตรในประเทศจีนนั้นส่งสินค้าตรง
ไปให้บริษัท ข. ในสหรัฐอเมริกาเลย เป็นต้น
***อันนี้พวกที่ผันตัวเป็น เอเย่นต์ มักทำกันครับ เช่น Garment ในประเทศไทย รับ L/C จากสเปน แล้วเอา เอา L/C ที่ได้รับไปเปิด L/C สั่งของที่เวียตนาม,จีน,ปากีสถาน
เวลา combine ตั๋วก็ combine ตั๋วที่ประเทศไทย ณ ครับ
แต่พวก เวียตนาม,จีน,ปากีสถาน ก็จะสามารถสืบเสาะไปยิงตรงกับผู้ซื้อที่เสปน ฝรั่งไม่โง่หรอกครับ เขาก้ยังคงซื้อกับคนที่เขาเชื่อ เครดิตอยู่ดีครับ
4.
Red clause L/C คือ L/C ที่มีการกำหนดเงื่อนไข ให้ผู้รับผลประโยชน์/ผู้ส่งออก สามารถขึ้นเงินบางส่วนได้ก่อนการส่งออก เนื่องจากผู้ขายบางรายมีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
จึงต้องอนุมัติให้ผู้ขายสามารถขึ้นเงินได้บางส่วน และจะสามารถขึ้นเงินในส่วนที่เหลือได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งสินค้าออกจนครบถ้วนตามเงื่อนไข L/C แล้ว
***อันนี้อย่าไปคิดว่าขาดเงินทุนหมุนเวียนครับ เวลาเซ็นต์สัญญานี่ เราลงไปในสัญญา เลยครับ ว่าเมื่อเรารับ L/C เราผู้ซื้อขอเบิกเงินล่วงหน้าเลยครับสัก 30% ที่เหลือก็ Against shipment
ทำได้ไม่ผิด UCP ครับ
5.
Standby L/C คือ L/C ค้ำประกันสัญญาระหว่างคู่กรณีที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ซึ่งการใช้ L/C ลักษณะนี้จะไม่มีการส่งมอบสินค้าซึ่งเป็นการใช้งานเพื่อเป็นการค้ำประกันให้คู่สัญญาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้
โดยหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ผู้เสียหายก็จะเรียกร้องจากธนาคารผู้เปิด L/C ให้ขดใช้ หรือชำระเงินตามที่ L/C ค้ำประกันไว้ได้
6.
Restrict L/C คือ L/C ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องขายตั๋วให้กับธนาคารที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งหากผู้ส่งออกไปขายตั๋วให้ธนาคารอื่นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพื่มเติม
**** เพราะฉนั้นเวลา เราตกลงกับลูกค้าต่างประเทศ(ผู้ซื้อ) เราต้องระบุลงไปในเอกสารสัญญาซื้อขายเลยว่า L/C ต้องเป็นแบบ Non Restrict.
ไม่เช่นนั้นเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคาร เสียเวลาทางเดินของเอกสารเพราะเจ้าหน้าที่ธนาคาร
ที่ทำการ nego ตั๋ว เขาต้องตรวจเอกสาร
ขอทำความเข้าใจกับบทบาทของธนาคารกับผู้รับผลประโยชน์หน่อยครับ ต้องจำครับ
Applicant - เราเรียกผู้ขอเปิด L/C กับ ธนาคารว่า Applicant
Beneficiary - คือผู้ที่รับผลประโยชน์ ที่เรียกเก็บใน L/C เป็นบุคคลที่จะได้รับการชำระเงิน
จากธนาคารที่เปิด L/C
อาจเรียกชื่อ ได้ว่า Seller, Shipper, Exporter
Issuing Bank - ธนาคารที่ได้รับการขอให้เปิด L/C จากผู้ซื้อและได้ทำการเปิด L/C
ไปยังธนาคารของผู้ขายในต่างประเทศ
Advising Bank คือธนาคารผู้แจ้ง หรือ ส่ง L/C ไปให้ผู้ขาย หรือ แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ (ผู้ส่งออก) ทราบถึงมีการเปิด L/C
ของผู้ซื้อ Negotiating Bank คือธนาคารผู้รับซื้อตั๋ว หมายถึง ธนาคารผู้ตกลงรับซื้อตั๋วและเอกสารเพื่อการชำระเงิน
Restricted Bank หมายถึง ธนาคารสที่ผู้เปิด L/C ระบุเจาะจงให้ผู้รับประโยชน์รับเงินจากธนาคารดังกล่าวโดยเฉพาะ
โดยที่ผู้รับผลประโยชน์อาจมิได้เป็นลูกค้าของธนาคารนั้นมาก่อนก็ได้
Paying Bank/ Reimbursing Bank/ Accepting Bank หมายถึง ธนาคารที่ L/C ระบุให้เป็นผู้จ่าย
เงินตามตั๋ว หรือเป็นผู้รับรองตั๋วให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ โดยที่ธนาคารผู้เปิด L/C จะมีหนังสือให้สิทธิ์ในการเรียกเบิกเงินคืน
( Authorization to Reimburse )แก่ธนาคารนั้นไว้ล่วงหน้า
Confirming Bank หมายถึง ธนาคารผู้เพิ่มการยืนยันว่า จะรับรองผูกพันชำระเงินตาม L/C ฉบับดังกล่าว หากธนาคาร
ผู้เปิด L/C ไม่สามารถชำระเงินตาม L/C นั้น ซึ่งผู้ขายยื่นเอกสารได้ครบถ้วน ถูกต้อง ตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่ระบุใน L/C
อันนี้มีค่าธรรมเนียมครับ ใครจะเป็นผู้จ่ายตกลงกันให้ดีนะครับ
ข้อควรระวังในการเปิด
L/C
ในการเปิด
L/C ไปซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ ผู้ซื้อควรปฏิบัติดังนี้
ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขายให้แน่ชัดเสียก่อน ซึ่งอาจกระทำได้โดยการไปเยี่ยมโรงงานของผู้ขายหรือให้ธนาคารเป็นผู้ตรวจสอบให้
ตรวจสอบว่าเอกสารและเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุไว้ในใบคำขอเปิด
L/C เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่
ศึกษาข้อกำหนดของทางราชการเกี่ยวกับสินค้าที่จะนำเข้า เช่น
การควบคุมการนำเข้า หรือมีอากรพิเศษหรือไม่ เป็นต้น
อย่าลืมนะครับว่าคุณจะทำการเปิด L/C กับธนาคารได้ คุณจะต้องมีหลักทรัพย์ เช่น คุณเปิด L/C มูลค่า US$1,000.- คุณก็จะต้อง
มีหลักทรัพย์มูลค่า ไม่ต่ำกว่า US$1,000.- หรือ คุณอาจจะใช้ L/C อีกหนึ่งฉบับ ที่มีชื่อคุณเป็น ผู้รับผลประโยชน์ ( Beneficiary)
มาใช้ เป็น Backup ก็ได้ครับ อย่าลืมนะครับ ธนิด าคารจะเก็บค่าธรรมเนียมในการเปิด L/C ให้กับคุณ
สรุปสิ่งที่ต้องใช้ในการเปิด L/C กับธนาคาร
1. ใบคำขอเปิด L/C
ผมได้แนบแบบฟอร์มการขอเปิด แอลซี ของธนาคารกรุงไทย ลองดู
Link ครับ
2. หลักทรัพย์ของผู้ เปิด L/C
3. เอกสารประกอบการขอเปิด L/C เช่น สัญญาขาย (Sale Contract),
คำสั่งซื้อ (Purchase Order), ใบเสนอราคา (Proforma Invoice), หรือเอกสารยืนยันคำสั่งซื้อ (Order Confirmation) แล้วแต่กรณี
4. ค่าธรรมเนียมที่คุณจะต้องเสียให้ธนาคาร
0.25% ของจํานวนเงินที่เปิดต่อหนึ่งระยะเวลา 90 วัน
เศษของ 90 วันให้ถือเป็นอีกหนึ่งระยะเวลา
ขั้นต่ำ 1,000.00 บาท
ลองดูตารางตัวอย่างค่าใช้จ่ายของ ธนาคาร กสิกร ดูนะครับ
ค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ธุรกิจต่างประเทศ